มือใหม่อยากลงทุน เริ่มต้นยังไงดี

จากบทความก่อนหน้านี้หนึ่งในเทคนิคการบริหารเงินนั้นคือ การให้เงินของเราเป็นคนหาเงินมาให้หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือ “การลงทุน” นั่นเอง

หลายๆคนอาจจะคิดว่าการลงทุนเป็นเรื่องที่เข้าใจยากซับซ้อนแต่จริงๆแล้วการลงทุนไม่ใช่เรื่องยากถ้าเราตั้งใจศึกษาหาความรู้กับมันจริงๆ การหาความรู้ก็ถือเป็นการลงทุนเหมือนกันแต่เป็นการลงทุนในตัวเราเองตามที่ Warren Buffet ได้กล่าวไว้ว่า

การลงทุนที่ดีที่สุด คือ การลงทุนในตัวคุณเอง

Warren Buffet

ดังนั้นในบทความนี้จะมาเล่าให้ฟังว่าจะเริ่มลงทุนต้องเตรียมตัวยังไงบ้างแล้วมีสินทรัพย์ประเภทไหนบ้างที่เราสามารถลงทุนได้ จะพยายามทำให้เข้าใจง่ายๆ เพราะผมก็มือใหม่เหมือนกันเข้าใจว่าการเริ่มต้นมันยาก ยังไงก็ขอให้บทความนี้เป็นจุดเริ่มต้นของผู้ที่สนใจจะเริ่มลงทุนนะครับ ถ้าผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยเอาล่ะถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย

สำรวจตัวเองก่อน

ก่อนที่เราจะเริ่มต้นลงทุนเราต้องมาทำความรู้จักตัวเราเองก่อน ว่าเราตั้งเป้าหมายการลงทุนครั้งนี้ไว้แบบไหนต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่และใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ในการบรรลุเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น

  • เพื่อมีเงินแสนในระยะเวลา 1 ปี
  • เพื่อเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน
  • เพื่อมีเงินใช้ในยามเกษียณ
  • เพื่อเอาชนะอัตราเงินเฟ้อต่อปี

หลังจากได้เป้าหมายแล้วสิ่งต่อไปที่สำคัญคือการที่เราสำรวจตัวเองว่า “เรายอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน” เพราะมันจะทำให้เรารู้ว่าเราควรลงทุนในสินทรัพย์อะไร ซึ่งระดับของความเสี่ยงจะแบ่งได้คร่าวๆดังนี้

  • เสี่ยงต่ำ : ยอมรับผลขาดทุนไม่ได้เลย เงินต้นที่ลงทุนไปต้องอยู่ครบ
  • เสี่ยงปานกลาง : ยอมรับผลการขาดทุนได้บ้าง เพื่อแลกกับกำไรจากการลงทุน
  • เสี่ยงสูง : ไม่กังวลกับการขาดทุนเพราะมุ่งหวังกับผลตอบแทนและกำไรที่สูงขึ้น

Q : ทำไมเราต้องสำรวจว่าเรายอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน

A : เพื่อให้เราลงทุนในสินทรัพย์ตามความเสี่ยงที่เรารับได้ไม่ทำให้เราเครียดจนเกินไป

หลังจากที่รู้ระดับการยอมรับความเสี่ยงของเราแล้ว มาดูกันว่ามีสินทรัพย์ตัวไหนที่น่าสนใจบ้างโดยเรียงลำดับจากความเสี่ยงดังนี้

เสี่ยงต่ำ

สินทรัพย์ต่อไปนี้มีความเสี่ยงที่ต่ำหรือไม่มีความเสี่ยงเลย เงินต้นของเราจะอยู่ครบแต่ก็แลกมากับผลตอบแทนที่น้อยเช่นเดียวกัน

เงินฝาก

ความเสี่ยงแทบไม่มีเลยและสภาพคล่องก็สูงมากเพราะเป็นการเก็บเงินไว้ในธนาคารถอยมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ไม่ได้นำไปลงทุนอะไรแต่ก็อย่างที่เรารู้ๆกันว่าดอกเบี้ยของการฝากเงินอยู่ที่ประมาณ 0.1-2% หรือจะเป็นการฝากประจำก็ประมาณ 1-2% ซึ่งก็ยังน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อแต่ละปีที่อยู่ประมาณ 2-3% อยู่ดี

ช่องทางในการลงทุน

  • ธนาคารทั่วประเทศทุกสาขา
  • Mobile banking

ผลตอบแทน

  • ดอกเบี้ยเงินฝาก ~ 0.1-2 % ต่อปี

จุดเด่น

  • สภาพคล่องสูง ถอนเงินมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้(ออมทรัพย์)

ข้อสังเกตุ

  • ดอกเบี้ยต่ำ


สลากออมทรัพย์และสลากออมสิน

อารมณ์ประมาณฝากประจำเพราะมีระยะเวลาในการฝากอยู่ถ้าถอนก่อนกำหนดจะถูกหักเงินต้นเล็กน้อย ผลตอบแทนประมาณ 0.05-0.5% แต่สำหรับสายที่ชอบเสี่ยงดวงน่าจะชอบเพราะมีการลุ้นรางวัลทุกเดือนตั้งแต่หลักสิบไปจนหลักล้านเลยครับ

ช่องทางในการลงทุน

  • ธนาคารออมสิน
  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

ผลตอบแทน

  • ดอกเบี้ยเงินฝาก ~ 0.05-5 % ต่อปี
  • รางวัลในแต่ละงวด

จุดเด่น

  • ถ้าซื้อครบทุกเลขสามารถถูกรางวัลทุกงวด
  • มีโอกาสถูกรางวัลใหญ่

ข้อสังเกตุ

  • ถ้าถอนก่อนกำหนดถูกหักเงินต้นหรืออาจไม่ได้ดอกเบี้ย
  • ดอกเบี้ยต่ำ

เสี่ยงปานกลาง

สินทรัพย์ต่อไปนี้มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้นอยู่บ้าง แต่ก็แลกมาด้วยผลตอบแทนที่ดีกว่า

ตราสารหนี้

เคยมีฟิลอยากเป็นเจ้าหนี้ไหมการลงทุนในตราสารหนี้เหมือนการที่เราให้บริษัทต่างๆกู้ยืมเงินจากเราและก็จ่ายดอกเบี้ยเราด้วยพอครบระยะเวลาที่กำหนดไว้เขาก็จะจ่ายเงินต้นเราคืน ยกตัวอย่างตราสารนี้เช่น ตั๋วเงินคลัง หุ้นกู้เอกชน และพันธบัตรรัฐบาล

ช่องทางในการลงทุน

  • ตราสารหนี้ของภาครัฐลงทุนผ่าน 4 ธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วม (SCB, BBL, KBANK, KTB)
  • ตราสารหนี้ภาคเอกชนลงทุนผ่าน บริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัท

ผลตอบแทน

  • ดอกเบี้ยเป็นงวดตามที่กำหนดไว้ในตราสาร

จุดเด่น

  • ได้ดอกเบี้ยเป็นงวดๆตามที่ระบุไว้
  • เลือกลงทุนได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ข้อสังเกตุ

  • ส่วนมากดอกเบี้ยคงที่
  • เงินลงทุนขั้นต่ำราคาสูงในบางตัว
  • ต้องถือครบตามสัญญาถึงจะได้เงินคืน

กองทุนรวม

เป็นการระดมเงินลงทุนจากคนจำนวนมาก เพื่อตั้งเป็น กองทุนขึ้นมา โดยเงินที่ได้รับนั้นจะมี “ผู้จัดการกองทุน” ที่เป็นมืออาชีพ นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ให้ได้รับผลตอบแทนแล้วนำมาเฉลี่ยคืนให้กับผู้ลงทุนแต่ละรายตามสัดส่วนที่ลงทุนมีทั้งกองทุนที่มีปันผลและไม่ปันผลโดยที่ความเสี่ยงของแต่ละกองทุนก็จะแตกต่างกันออกไปยกตัวอย่างกองทุนที่พบเห็นได้ทั่วไปคือ

  • กองทุนรวมตราสารหนี้ก็จะเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ เงินฝากตามธนาคารต่างๆ
  • กองทุนรวมตราสารทุนก็จะกระจายลงทุนในหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดี
  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF เป็นกองทุนที่ส่งเสริมการออมระยะยาวไว้สำหรับใช้จ่ายยามเกษียณ กองทุนนี้สามารถนำไปลดหย่อยภาษีได้อีกด้วย
  • กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว หรือ SSF กองทุนน้องใหม่ที่มาแทน LTF เน้นลงทุนระยะยาวเหมือนกัน กองทุนนี้ลงทุนในหลักทรัพย์ทุกประเภทและสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

ในแต่ละกองทุนก็จะมีค่าธรรมเนียมในการจัดการกองทุนที่แตกต่างกันออกไปก่อนลงทุนต้องอ่าน fund fact sheet อย่างละเอียดก่อนนะครับ ไว้อนาคตผมจะทำบทความแยกของกองทุนรวมที่น่าสนใจนะครับ

ช่องทางในการลงทุน

  • ธนาคารพาณิชย์ต่างๆที่เป็นตัวแทนขายกองทุน
  • บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)
  • Mobile Application ของธนาคารตัวเเทน

ผลตอบแทน

  • เงินปันผล
  • กำไรจากส่วนต่างของราคา

จุดเด่น

  • ไม่ต้องใช้เวลาติดตามหุ้นรายตัว
  • ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่มากเริ่มต้นที่ 1 บาท
  • มีคนคอยบริหารเงินลงทุนให้
  • ลดหย่อนภาษีได้ในบางกองทุน

ข้อสังเกตุ

  • มีความเสี่ยงตามสินทรัพย์ที่ไปลงทุนมีตั้งแต่เสี่ยงต่ำไปยังสูง
  • มีค่าธรรมเนียมในการจัดการ


เสี่ยงสูง

สินทรัพย์ต่อไปนี้มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้นตั้งแต่ปานกลางไปจนไม่เหลือเงินต้นเลย แต่ผลตอบแทนก็อาจสูงเป็นเท่าๆตัวได้เช่นกัน

ตราสารทุน หรือ หุ้น

ถ้าการเป็นเจ้าหนี้ยังไม่ตอบโจทย์ลองมาเป็นเจ้าของบริษัทไหม การลงทุนในตราสารทุนหรือก็คือการลงทุนในหุ้นนั้นเหมือนกับการเอาเงินของเราไปให้บริษัทใช้ถ้าบริษัทได้กำไรเราก็ได้กำไรด้วยแต่ถ้าบริษัทขาดทุนเราก็ขาดทุนด้วยเช่นกัน

ก่อนที่จะเริ่มลงทุนในหุ้นได้เราจำเป็นต้องไปเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ก่อนซึ่งแต่ละโบรกเกอร์ก็จะมีบริการแตกต่างกันออกไป ดังนั้นก่อนจะลงทุนในหุ้นต้องศึกษาข้อมูลของโบรกเกอร์ และหลังจากเปิดบัญชีได้แล้วเวลาจะลงทุนในหุ้นตัวไหนๆต้องดูข้อมูลของบริษัทและสภาพเศรษฐกิจให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน

ช่องทางในการลงทุน

  • บริษัทหลักทรัพย์ที่ทำหน้าที่รับคำสั่งซื้อขายหุ้นจากผู้ลงทุน (โบรกเกอร์)

ผลตอบแทน

  • เงินปันผล
  • กำไรจากส่วนต่างของราคา

จุดเด่น

  • ได้ผลตอบแทนที่สูง
  • เปรียบเสมือนได้เป็นเจ้าของบริษัทที่ตัวเองลงทุน

ข้อสังเกตุ

  • มีโอกาสขาดทุนจนไม่เหลือเงินต้นเลย
  • ใช้ประสบการณ์และความรู้ค่อนข้างเยอะ
  • มีความผันผวนสูง

อนุพันธ์

คือการทำการตกลงซื้อขายกับสินค้าในอนาคต เช่น ทอง น้ำมัน สินค้าเกษตร หรือ หุ้นก็ได้ โดยการซื้ออนุพันธ์ผู้ลงทุนวางเงินประกันประมาณ 10-15% ของราคาทั้งหมดหลังจากครบสัญาค่อยจ่ายอีกเต็มจำนวน

ยกตัวอย่างการลงทุนอนุพันธ์เช่น เราทำการตกลงจะซื้อทองในอีก 3 เดือนกับผู้ขายในราคาบาทละ 30,000 บาท เราก็จ่ายก่อน 10% = 3,000 บาท พอ 3 เดือนผ่านไปราคาทองขึ้นเป็นบาทละ 40,000 บาท เราก็จ่ายเพิ่มอีกแค่ 27,000 บาท ตามสัญญาเท่ากับว่าจะได้กำไร 10,000 บาท แต่ถ้ากลับกันถ้าทองราคาลงเป็นบาทละ 20,000 บาทล่ะเราก็จะขาดทุนไป 10,000 บาทเช่นกัน

โดยตัวอนุพันธ์นั้นปัจจุบันมี 2 ประเภท คือ “ฟิวเจอร์ส” (Futures) และ “ออปชัน” (Options)

Future

ไม่จำเป็นต้องถือสัญญาครบกำหนดสามารถขายก่อนได้แต่เมื่อครบแล้วต้องซื้อขายกันตามสัญญา

Options

ผู้ซื้อจะได้รับสิทธิในการซื้อขายโดยต้องจ่ายค่า Premium ก่อน ซึ่งผู้ถือสามารถเลือกใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้

ช่องทางในการลงทุน

  • บริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาติในการขายอนุพันธ์ (โบรกเกอร์)

ผลตอบแทน

  • กำไรจากส่วนต่างของราคา

จุดเด่น

  • ได้ผลตอบแทนสูง

ข้อสังเกตุ

  • โอกาสขาดทุนสูงเช่นกัน
  • ต้องใช้ความรู้มากๆในการคาดการณ์ราคาในอนาคต
  • เงินประกันในการลงทุนสูงตามสินทรัพย์ที่เราลงทุน

สำหรับมือใหม่ผมไม่แนะนำสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงนะครับเพราะ ต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญ ก่อนตัดสินใจลงทุนครับ

สินทรัพย์ทั้งหมดมีประมาณนี้ตกหล่นตัวไหนไปก็ขออภัยด้วยนะครับ ต่อไปจะมาแนะนำเทคนิคที่ใช้ในการลงทุนโดยที่ไม่ต้องมีเงินลงทุนเยอะๆนะครับนั่นก็คือ

เทคนิคการลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging

เป็นการลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วยจำนวนเงินเท่าๆกันในสินทรัพย์นั้นๆโดยที่เราไม่สนว่าราคาในตอนนั้นเป็นเท่าไหร่ ยกตัวอย่างลงทุนในกองทุน a 1,000 บาททุกเดือนจะได้ผลตามตารางนี้

เดือนราคาหุ้น/บาทหน่วย
ม.ค.10100
ก.พ.8125
มี.ค.9111.11
เม.ย.1190.90
ลงทุนในกองทุน a ทุกเดือน เดือนละ 1,000 บาท

จะเห็นได้ว่าเราสามารถซื้อหน่วยลงทุน จำนวนที่มากขึ้นหากราคาปรับตัวต่ำลง และจะซื้อได้น้อยลงในขณะที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ลดความเสี่ยงแถมยังสร้างวินัยได้อีกด้วยครับ

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียนะครับ

ข้อเสียคือถ้าเราลงทุนแบบ DCA กับสินทรัพย์ที่ไม่เติบโตเลยสุดท้ายจะทำให้เราขาดทุนสถานเดียวครับ

วิธี DCA เหมาะกับการนำไปใช้ลงทุนในกองทุนรวมครับเพราะว่ามีผู้จัดการกองทุนคัดเลือกสินทรัพย์ให้ และที่สำคัญคือกองทุนมีการกระจายความเสี่ยงให้ครับผม

สรุป

สำหรับมือใหม่หัดลงทุนผมแนะนำให้ลงทุนในกองทุนรวมเพราะสะดวกและเราไม่ต้องจัดการเองมีผู้จัดการกองทุนเป็นคนจัดการให้สามารถเริ่มต้นลงทุนได้แม้มีเงินลงทุนเริ่มต้นไม่มากแต่สำหรับใครที่อยากลงทุนในสินทรัพย์ที่ตัวเองสนใจก็ลองศึกษาหาความรู้ในสินทรัพย์นั้นๆให้มากๆนะครับอย่าลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยงทุกตัวครับ

ถึงยังไงเราก็ไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์เเค่เพียงตัวเดียวนะครับควรบริหารพอตเพื่อกระจายความเสี่ยงด้วยผมหวังว่าทุกท่านอ่านจบแล้วจะเข้าใจการลงทุนไม่มากก็น้อยนะครับ ชอบก็ช่วยแชร์ด้วยนะครับขอบคุณครับผม

ที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ในการลงทุนคือวินัยและการคอยหาความรู้ให้ตัวเองอยู่สม่ำเสมอนะครับ

References

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s