ค่า gas คืออะไรทำไมเราต้องจ่ายแล้วแต่ละ Chain ทำไมถึงจ่ายไม่เท่ากัน

สวัสดีครับช่วงนี้ไม่ค่อยได้ออกบทความบ่อยๆเพราะติดเรื่องงานครับ คำถามที่จะเข้ามาถามผมบ่อยๆเลยช่วงนี้คือจะลงงานของเราทั้งทีทำไมต้องจ่ายค่า gas ทำไมเว็บ opensea เหมือนกันแต่ลงใน chain Polygon แล้วไม่ต้องเสียสักบาท จะลงขาย Solsea ต้องเสียค่า gas ทุกครั้งไหมและอื่นๆอีกมากมาย ส่วนมากจะเกี่ยวกับเรื่องค่า gas เพราะมันเป็นเรื่องเงินๆทองๆอ่ะเนอะเราเข้าใจ ในบทความนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับไอ้เจ้า ค่า gas ที่เราต้องจ่ายเนี่ยว่ามันคืออะไรและทำไมแต่ละเว็บมันถึงไม่เท่ากันนะ

แต่ก่อนอื่นเราต้องไปปูพื้นฐานเกี่ยวกับ Blockchain กันก่อนไม่ต้องห่วงว่าจะงงจะเข้าใจยาก ทำใจให้สบายๆแล้วค่อยๆอ่านผมพยายามสุดๆเพื่อเขียนบทความนี้ให้ทุกคนเข้าใจแบบง่ายๆถ้าไม่เข้าใจทักมาแล้วกันเนอะ

Blockchain คืออะไร

Block = เป็นบล็อคๆ ส่วน Chain = โซ่ รวมกันแล้วได้เป็น บล็อคที่เชื่อมกันเป็นลูกโซ่(ไม่ใช่แชร์ลูกโซ่นะ5555)

Blockchain เป็นระบบสำหรับจัดเก็บข้อมูลที่ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแก้ไขข้อมูลหรือ Hack ระบบ

อันเนื่องด้วยการเก็บข้อมูลของ Blockchain นั้นต่างจาก Database ทั่วไปตรงที่แทนที่จะเก็บข้อมูลรวมอยู่ที่เดียว เราให้คนทั้งหมดที่อยู่ในระบบเก็บข้อมูลร่วมกันแล้วเชื่อมกันด้วย Chain แทนเพื่อป้องกันการผิดพลาดของข้อมูลและป้องกันการที่ระบบล่มได้อีกด้วย(ก็ทุกคนรันระบบเดียวกันจะล่มพร้อมกันทั่วโลกเป็นไปได้ที่ไหนล่ะปั๊ดโถ่)

การที่เราจะ Hack ระบบนั้นก็แทบเป็นไปไม่ได้อีกเพราะถึงเรา Hack เครื่องนึงเครื่องอื่นๆในโลกก็ยังสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ ทางทฤษฎีแล้วจำเป็นจะต้อง Hack 51% ของเครื่องที่อยู่ในเครือข่ายทั้งหมดถึงจะทำได้

ซึ่งการตรวจสอบข้อมูลจะเกิดขึ้นหลังจาก มีการทำธุรกรรมใหม่ๆ ทุกคนที่อยู่ในระบบจะได้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลร่วมกันโดยที่ใครหรือคอมพิวเตอร์เครื่องใดที่ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้เป็นคนแรกจะเป็นคนที่ได้รางวัลแห่งความพยายามนั้นไปซึ่งรางวัลนั้นก็คือเหรียญประจำ Chain นั้นๆนั่นเอง

มีอีกเยอะแยะมากมายเป็นร้อยเป็นพันไป search ได้ 555

ในช่วงแรกเหรียญ(Cyptocurrency)ที่มีอยู่นั้นยังมีจำนวนไม่มากและมีน้อยชนิด เหรียญแรกที่เกิดขึ้นในระบบนั่นก็คือ Bitcoin สามารถตามไปอ่านบนความเก่าได้ที่นี่ และเพราะ Bitcoin นี่แหละทำให้เกิดการแตกตัวของ เหรียญต่างๆออกมาอีกมากมายซึ่งแต่ละเหรียญก็มีจุดประสงค์ของมันเช่น Ethereum ถูกสร้างขึ้นเป็นแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนา App ทำให้มีเว็บที่ระบบใหญ่ๆส่วนมากอยู่ใน chain ETH ยังไงล่ะ

เนื่องจากเวลาเราทำธุรกรรมบน Blockchain ข้อมูลของเราจะถูกเอาไปต่อคิวเป็น Block เพื่อรอที่จะตรวจสอบโดยการเรียงลำดับคิวขึ้นอยู่กับค่า gas ที่เราจ่ายไปถ้าเราจ่ายเยอะ Block ของเราก็จะไปอยู่ต้นๆมีโอกาสที่จะได้ทำการตรวจสอบข้อมูลก่อน ถ้าจ่ายน้อยเราก็ต้องไปต่อคิวหลังๆซึ่งบางทีการจ่ายน้อยเกินไปก็จะทำให้ข้อมูลเราค้างอยู่ที่เดิมๆไม่สำเร็จจนถูกระบบยกเลิกไปนั่นเอง

นั่นเป็นเหตุผลทำให้ยิ่งเวลามีคนทำธุรกรรมในระบบเยอะๆค่า gas มันถึงได้ขึ้นสูงปรี้ดยังไงล่ะเพราะใครๆก็แย่งกันอยากให้ธุรกรรมของตัวเองโดนตรวจสอบก่อน

ค่า gas จึงเปรียบเสมือนกับค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมบน Blockchain นั่นเอง

ทำไมค่า gas แต่ละ chain ถึงไม่เท่ากันล่ะ

คำถามที่มีมามากอันดับต้นๆเลยก็คือทำไมค่า gas แต่ละที่มันถึงไม่เท่ากันทำไมเว็บนั้นจ่ายถูก เว็บนี้จ่ายแพง

นอกจากราคาของเหรียญแล้วก็คือความหนาแน่นของธุรกรรมที่รอตรวจสอบในระบบ โดยที่มันจะตรวจสอบช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจสอบข้อมูล และแต่ละ chain ก็ใช้วิธีการตรวจสอบที่แตกต่างกันไป โดยวิธีพวกนี้จะถูกเรียกว่า Proof of …. โดยมันจะมีอยู่หลักๆดังนี้

ผมจะให้เพื่อนๆเดากันว่า Chain ไหนใช้ Proof of อะไรไม่ต้องตอบผมก็ได้ตอบในใจก็พอ 555

Proof of work (PoW)

น้องหลามผู้หาคำตอบเจอก่อนใครเพื่อน

Proof of work คือการตรวจสอบด้วยการทำงาน ทุกครั้งที่มีการทำธุรกรรมเข้ามาในระบบ ทุกๆเครื่องที่อยู่ในระบบ จะทำการตรวจสอบข้อมูลนั้นๆ ผ่านการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ซึ่งทำได้วิธีเดียวคือการสุ่มตัวเลขไปเรื่อยๆ ใครเจอตัวเลขที่ถูกต้องก่อนก็จะเป็นผู้ได้รับรางวัลไป(หรือเรียกว่า ขุด) อีกทั้งทางระบบ จะคำนวนความยากง่ายของการขุดจากจำนวนผู้มาขุดยิ่งขุดมากโจทย์ก็ยิ่งยาก

โดยรางวัลที่ได้จากการขุดนั้นทางระบบจะกำหนดไว้แล้วว่าจะได้เท่าไหร่ ยกตัวอย่าง ETH ในช่วงแรกที่เปิดตัวจะให้ผลตอบแทนแก่ผู้ขุดได้ 5 ETH และจะทำการลดลงเรื่อยๆทุกปีจนปัจจุบันเหลือแค่ 2 ETH ต่อการขุด

ลองคิดดูนะครับ ใครขุดได้ก็ได้ไป ใครอยากขุดได้บ้างก็ต้องไปอัพเกรดอุปกรณ์สิ เริ่มเห็นความโหดร้ายของวงการ PoW แล้วใช่ไหมครับ คนที่มีกำลังในการอัพเกรดมากๆก็จะเป็นคนที่ได้รางวัลไปเรื่อยๆ หรือรายย่อยถ้าอยากขุดได้ก็จำเป็นต้องรวมตัวกันเพื่อช่วยกันขุดซึ่งมันขัดกับหลักของ Blockchain นั่นเอง อีกทั้งพอยิ่งมีคนเข้ามาขุดมากๆโจทย์ก็ยิ่งยากยิ่งสิ้นเปลืองทรัพยากรในการขุดเข้าไปใหญ่

เนื่องจากเราต้องมาคอยตรวจสอบทีละบล็อคพอมีผู้ใช้เยอะๆโจทย์ที่ต้องแก้ก็ยากขึ้นคิวมันก็จะยาวไปเรื่อยค่า gas ที่ต้องจ่ายก็เลยมากขึ้นๆนั่นเอง

ทางผู้พัฒนาพอเจอปัญหาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจนะได้ทำการปรึกษากันจนออกมาเป็นอีกระบบนหนึ่งนั่นก็คือ Proof of stake นั่นเอง

Proof of stake (PoS)

งูทะเลผู้เก็บเหรียญสะสมความมั่งคั่งเพื่อที่จะได้มีโอกาสเป็นผู้ตรวจสอบ

Proof of stake แทนที่เราจะมาแข่งขันกันเป็นผู้แก้โจทย์แบบ PoW ซึ่งใช้พลังงานค่อนข้างมากต่อการตรวจสอบ เรามาสุ่มเลือกผู้ตรวจสอบแทนดีกว่าไหม โดยที่ผู้ที่ต้องการจะมาทำหน้าที่ทุกคนต้องวางเงินค้ำเข้าไปในระบบ(เรียกว่าการ stake) และระบบจะทำการสุ่ม 1 ในผู้ที่มา stake ไว้ทั้งหมดเพื่อเป็นผู้ตรวจสอบโดย ยิ่ง stake ไว้เยอะก็จะยิ่งมีโอกาสในการตรวจสอบมาก

เอ้าอย่างนี้คนที่มีเงินมากก็ซื้อเหรียญแล้วมา stake เยอะก็ได้ตรวจสอบอยู่คนเดียวน่ะสิ ไม่เสมอไปครับเพราะระบบจะทำการจำกัดจำนวนครั้งในการตรวจสอบต่อเนื่องไว้ และยังจำกัดจำนวนเหรียญที่จะ stake ไว้อีกด้วยทำให้ทุกคนล้วนมีโอกาสเหมือนกันขึ้นอยู่กับดวงแล้วล่ะ5555

เนื่องจากเป็นการสุ่มคนใดคนหนึ่งขึ้นมาจึงอาจมีการแอบแก้ไขข้อมูลได้ ถ้าระบบตรวจพบการแก้ไขข้อมูลจากผู้ตรวจสอบนั้นๆ ระบบจะยึดเงินที่ stake ไว้ ตัดสิทธิ์การตรวจสอบและทำการสุ่มเลือกใหม่นั่นเอง

อีกสิ่งหนึ่งที่ PoS แตกต่างจาก PoW นั่นคือรางวัลครับเนื่องจาก PoS นั้นจะไม่มีการขุดเหรียญเพิ่ม ผู้ที่ตรวจสอบธุรกรรม จึงได้ค่า ธรรมเนียม(gas) ในการทำธุรกรรมนั้นๆไปแทน

เพราะว่าไม่ต้องรอการตรวจสอบที่ใช้เวลานานเหมือน PoW ทำให้ธุรกรรมใน PoS นั้นตรวจสอบเสร็จ ได้มากกว่าในเวลาเท่าๆกัน ค่า gas จึงถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัดนั่นเอง

Proof of history (PoH)

Solanake ผู้ตรวจสอบข้อมูลจากประวัติเก่าๆในระบบ

Proof of history ต่างจาก 2 อันข้างบนโดยสิ้นเชิงโดยที่จะไม่ต้องให้ใครมาตรวจสอบแล้ว จะตรวจสอบโดยการดูประวัติของข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงๆในระบบแทน ทำให้การตรวจสอบข้อมูลนั้นรวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมที่ถูกกว่ามากๆ

ปัจจุบัน PoH ยังเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่ผมก็ยังหาข้อมูลไม่ได้มากก็ต้องรอดูกันต่อไปนะครับผม

สรุป

  • gas คือค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมบน Blockchain
  • ราคาของค่า gas ที่เราต้องจ่ายนั้นขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของธุรกรรมที่รอตรวจสอบยิ่งมีจำนวนมากค่า gas ก็ยิ่งสูงอีกทั้งราคาของเหรียญเองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง
  • การตรวจสอบธุรกรรม 1 block นั้นจะช้าจะเร็วขึ้นอยู่กับวิธีตรวจสอบโดยหลักๆในปัจจุบันของ Blockchain จะมีอยู่หลัก 2 วิธีและอีก 1 วิธีใหม่ที่พึ่งนำมาใช้
  • Proof of work ตรวจสอบโดยการแข่งกันแก้โจทย์ใครแก้ได้ก่อนจะได้รางวัลไป ยิ่งมีผู้ใช้เยอะ โจทย์ก็ยิ่งยาก ทำให้ตรวจสอบได้ช้า และยังใช้ทรัพยากรมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย PoW ถูกใช้ในระบบที่มีมาก่อนเช่น BTC ETH LTC
  • Proof of stake ตรวจสอบโดยการสุ่มเลือกคนที่มา stake เหรียญไว้ในระบบเป็นผู้ตรวจสอบถ้าเรียบร้อยก็จะได้รางวัลไป ทำให้ไม่กินทรัพยากรและลดเวลาในการตรวจสอบอีกด้วย PoS ถูกใช้ในเหรียญใหม่ๆเช่น ADA BNA DOT MATIC(แตกออกมาจาก ETH แต่ใช้ PoS) และในอนาคต ETH 2.0 จะเปลี่ยนมาใช้ PoS
  • Proof of history ตรวจสอบโดยการดูประวัติของข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในอดีตทำให้ใช้เวลาที่เร็วต่อการตรวจสอบ ตอนนี้พบได้ใน SOL แต่ SOL ก็ยังใช้ผสมๆระหว่าง PoH กับ PoS นะครับ

ก็จบกันไปแล้วนะครับกับเรื่องของ gas gas ใครมีข้อสงสัย สามารถ inbox มาถามได้เลยครับถามมาได้นะถ้าตอบได้ก็จะตอบนะ ถ้าเพื่อนๆเจอเนื้อหาผิดพลาดตรงไหนทักมาให้แก้ไขได้ครับแล้วเจอกันในบทความต่อๆไปครับขอให้ทุกคนเจอกับ gas ที่ถูกๆด้วยครับ 5555

ถ้าเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ฝากแชร์ไปให้เพื่อนๆได้อ่านกันด้วยครับผม

ก่อนไปขอฝาก Collection NFT น้องงูที่ผมวาดเองไว้ในอ้อมอกอ้อมใจนะครับตอนนี้วางขายอยู่บน opensea แล้วครับไม่ซื้อไม่เป็นไรกดไลค์กดแชร์ให้จะขอบคุณมากครับผม

และก็มีน้องงูที่แอบไปอยู่บน Solsea ด้วยถ้าใครอยากได้รีบไปซื้อเลยนะก่อนที่คนจะเข้ามาแย่งซื้อไปครับ 555

หล่อเท่สุดๆ

ไม่อยากพลาดบทความใหม่ๆ กดติดตามเพจ MildSpace ได้เลยครับ

อ้างอิง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s